The Jam Factory

314
The Jam Factory
The Jam Factory
4 (80%) 1 vote

หากใครเคยไปเดินเล่นแถว ๆ คลองสานฝั่งธน ฯ คงจะพบสถานที่หนึ่งที่ดูสะกิดอารมณ์เป็นความแปลกตาที่ผสานความคลาสสิกกับความโมเดิร์นที่เข้ากันจนรู้สึกสะดุดตาและมี “เสน่ห์” น่าดึงดูดกล่าวถึงขนาดนี้ใครที่เคยไปคงร้องอ๋อกันบ้างแล้วใช่แล้วสถานที่นั้นคือ “The Jam Factory” จากโรงงานเก่า ๆ ที่ผุพังไปตามกาลเวลาที่ไม่มีใครเห็นค่ากลับกลายมาเป็น Community Mall แห่งใหม่ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เก๋ไม่เหมือนใครและความแปลกใหม่นี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ของคน ๆ เดียวนั่น

คือ “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” สถาปนิกคนไทยที่ชื่อก้องโลกจากผลงานหลาย ๆ ชิ้นที่ผ่านมาการนำไอเดียที่สร้างสรรค์มาลงมือกับบริบททางสังคมและชุมชนเก่าแก่ทำให้เกิดการพัฒนาสร้างความเจริญให้กับย่านเก่าจนทุกวันนี้ห้างสรรพสินค้าและรถไฟฟ้าต่างเบนเข็มไปสู่ย่านคลองสานฝั่งธน ฯ เป็นการกระจายความเจริญออกไปสู่มุมเมืองไม่มากระจุกตัวอยู่ที่เดียวนี่คือความสุนทรีย์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเรามาดูกันว่าสถาปนิกชื่อก้องโลกคนนี้เขาคิดอะไรกันดีกว่า

เริงระบำไปกับความคิดและชีวิตที่สร้างสรรค์

คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค เดิมทีมีออฟฟิศของบริษัทที่ชื่อเดียวกับชื่อและนามสกุลของตนเองคือ บริษัทดวงฤทธิ์ บุนนาค อยู่ที่สยาม ดิสคัฟเวอรี่ เป็นบริษัททำงานเกี่ยวกับสถาปนิกแบบที่เราสามารถพบได้ทั่วไปด้วยความบังเอิญที่เพื่อนรุ่นพี่ชักชวนให้ไปช่วยดูโรงงานหรือโกดังเก่าซึ่งเคยเป็นโรงงานที่ผลิต “ถ่านไฟฉายตรากบ” เพราะต้องการความคิดของสถาปนิกว่าสามารถปรับปรุงแก้ไขอะไรได้บ้างจะได้ปล่อยให้คนอื่นมาเช่นทำประโยชน์ได้แต่ไป ๆ มา ๆ เขาดันเกิดรู้สึกว่าตัวเขาเองสามารถทำโกดังเก่า ๆ นั้นกลายเป็นสถานที่ที่มีประโยชน์ขึ้นมาได้

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและที่มาของ “The Jam Factory” ซึ่งเป็นสถานที่ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ย่านชุมชนเก่าถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค ไม่ได้มีความคิดมาก่อนว่าเขาจะสร้าง “The Jam Factory” แต่ความคิดนี้มาเกิดขึ้นด้วยการลงไปสัมผัสด้วยตัวเองบวกกับการสะกิดจากคนที่รู้จักนับถือเมื่อมองไปในบริบทรอบตัวที่อยู่ตรงนั้นจึงทำให้เกิดความคิดว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้โกดังเก่ากลายเป็นสถานที่ใหม่ที่มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้จึงทำให้เกิดแหล่งธุรกิจชุมชนใหม่ที่มีสไตล์เป็นของตนเองตลอดชีวิตที่ผ่านมาของ คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค จากสถาปนิกธรรมดาคนหนึ่งขยับขึ้นมาเป็นสถาปนิกระดับโลกและกลายมาเป็นผู้ทำธุรกิจพัฒนาชุมชนได้อย่างที่เห็นในปัจจุบันใช่ว่าทุกอย่างจะมาได้โดยง่ายแต่สิ่งที่ทำให้คุณด้วงไม่ท้อถอยไปกับอุปสรรคเหล่านั้นเสียก่อนก็คือสนุกไปกับการคิดเขาคิดว่า  

“ชีวิตคือการเต้นรำ” เพราะขณะที่เราเต้นเราจะไม่ได้คิดอะไรมากมายเราจะสนุกไปกับมันและจะปล่อยตัวเองไปตามจังหวะของเพลงแม้เราเต้นผิดจังหวะเราก็จะไม่สนใจมันและจะปล่อยให้มันผ่านเลยไป

ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาก้าวผ่านทุกอย่างมาได้แบบไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากมายเขาพยายามอยู่กับปัจจุบัน มองบริบทรอบตัวและอาศัยสิ่งรอบตัวนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้คนและสังคมได้นั่นเอง

 

หาตัวเองทำไมสร้างตัวเองดีกว่า


สไตล์การสร้างสรรค์ชีวิตของ คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค มีความแปลกที่ไม่เหมือนใครเพราะเขาไม่เคยที่จะกำหนดอะไรไว้ตายตัวเขาไม่เคยแพลนว่าปีนี้จะทำอะไรปีนั้นจะทำอะไรเขาปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามวิถีและบริบทของมัน ซึ่งคุณจะเห็นได้เลยว่าธุรกิจที่เขาสร้างก็เป็นเช่นนั้นไม่ได้คิดวางแผนไว้ก่อนอาศัยความพร้อมในบริบทรอบข้างความสนใจในขณะนั้น ๆ บวกเขากับไอเดียสร้างสรรค์พลันก็บังเกิดสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างไม่มีใครคาดคิดหลายคนพยายามเหลือเกินที่จะค้นหาตัวเองจากโลกกว้างบางคนเดินทางไปมาแล้วหลายประเทศบางคนทำมาแล้วหลายอย่างหลายอาชีพแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจที่เป็นเช่นนั้นเพราะสิ่งที่ทำไปล้วนแต่เป็นการค้นหาตัวเองทั้งนั้นแต่คุณด้วงกลับมองว่าจะมัวเสียเวลากับการค้นหาตัวเองทำไมหันมาใช้เวลาสร้างตัวเองดีกว่าซึ่งเวลาที่คุณเจอปัญหาของชีวิตเจออุปสรรคหรือต้องการไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์งานเพื่อออกสู่ตลาดขอแค่ให้คุณหันไปมองรอบตัวก่อนว่าบริบทรอบตัวคุณเป็นอย่างไรอย่าคิดว่าสิ่งที่คุณหวังมันเป็นแค่ความฝันจงมองว่ามันเป็นไปได้ทั้งนั้นถ้ามันอยู่รอบตัวเราสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามันคือเรื่องจริงดังนั้นถ้าคุณอยู่กับความจริงเสมออะไร ๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้นขอแค่คุณลงมือสร้างมันขึ้นมาจากสิ่งรอบตัวแล้วมันจะโดนใจผู้คนด้วยตัวของมันเองซึ่งถ้าคุณนำวิธีคิดแบบนี้ไปใช่รับรองได้เลยว่าคุณจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้คนและสังคมได้เสมอโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าชีวิตและความคิดจะถึงทางตัน

อุปสรรคและความท้าทาย

ทุกคนมีฝันของตนเองมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจหรือการทำงานในสายอาชีพของตนเองแต่คนส่วนมากแล้วไปไม่ถึงฝันตามที่ตนเองต้องการเพราะสิ่งที่ทำนั้นทำลงไปโดยไม่ได้ดูบริบทรอบข้างของตนเองว่า “มันเป็นไปได้ไหม” คืออยู่ในโลกของความฝันมากกว่าอยู่ในโลกแห่งความจริง

แนวทางแก้ไขปัญหา

  • ตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ด้วยคำถามที่ถูกต้องมากขึ้นคือ “มีอะไรเป็นไปได้บ้างในบริบทรอบตัวของเรา” ถ้าคุณตั้งคำถามนี้กับตัวเองคุณจะพบว่าแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะเกิดทันทีเพราะทุกสิ่งล้วนอยู่รอบตัวคุณและคุณจะเห็นช่องทางและวิธีการที่จะทำฝันของคุณให้เป็นจริงขึ้นมาทันที
  • เปลี่ยนวิธีคิดของตนเองต่อไปนี้ให้คุณลองใหม่อย่าดูที่ “เป้าหมาย” แต่ดูที่ “ความเป็นไปได้” แล้วคุณจะพบว่าอะไร ๆ ก็ไม่ไกลกว่าที่คุณจะมุ่งไป

บทสรุป

ความฝันและเป้าหมายในชีวิตที่คุณหวังเอาไว้จะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่กับโลกของความเป็นจริงพิจารณาบริบทที่อยู่รอบตัวคุณให้ดีว่ามีอะไรบ้างที่สามารถ “เป็นไปได้” เพราะสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณนั่นแหละจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณไปถึงฝั่งฝันที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องไปไขว่คว้าอะไรให้ชีวิตวุ่นวายเลย