Brand Storytelling – เชื่อมโยงแบรนด์กับผู้คนด้วยเรื่องเล่า
4 (80%) 1 vote

Brand Storytelling บันไดชั้นดีสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป

“ผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่นี้คุ้นเคยและปะติดปะต่อสิ่งที่เป็นเรื่องราวได้ดีและสามารถทำได้รวดเร็วฉะนั้นการโฆษณาเฉย ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุดอีกต่อไป”  เบลค มายโคสกี้

คำพูดของผู้ก่อตั้งแบรนด์ “รองเท้าทอมส์ (TOMS)” ของอเมริกา เบลค มายโคสกี้ (Blake Mycoskie) ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า “Story” หรือ “เรื่องราว” มีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันเพราะแบรนด์รองเท้าทอมส์ของเขาเองก็มีจุดเริ่มต้นจาก “เรื่องราว” แบบมีที่มาที่ไป

เช่นเดียวกันในปี 2006 เบลคมายโคสกี้ ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่อเมริกาใต้และจุดหมายของเขาก็คือต้องการเป็นเรียนวิธีการเล่นโปโลที่ประเทศอาร์เจนติน่าแต่เมื่อเขาไปถึงเขาก็ได้พบบางสิ่งที่จุดประกายไฟในตัวเขาทำให้เขาค้นพบตัวเองนั่นคือเขาได้พบเด็ก ๆ ที่ยากจนในอาร์เจนติน่าและเด็ก ๆ เหล่านั้นวิ่งเล่นกันโดยที่ไม่มีรองเท้าใสสักคู่อีกทั้งไปโรงเรียนก็ต้องไปแบบเท้าเปล่าอย่างนั้นจากสิ่งที่เขาพบก่อเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าในตัวเขาเขาจึงเปลี่ยนความตั้งใจมุ่งไปหาความรู้จากคนท้องถิ่นในเรื่องของรองเท้าจนรู้ว่าที่อาร์เจนติน่ามีรองเท้าแบบที่ชาวพื้นเมืองชอบใส่กันที่เรียกว่า “Alpargata” เบลคไม่ได้แค่สืบค้นเท่านั้นเขายังมุ่งไปหาคนที่ทำร้องเท้าชนิดนี้เพื่อเข้าไปเรียนรู้วิธีการทำร้องเท้าชนิดนี้ด้วยตัวเองอีกด้วยและจากจุดนี้นี่เองจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์รองเท้าทอมส์ของเขา

Story สิ่งที่เชื่อมโยงคุณกับลูกค้าให้แนบแน่น

จากเรื่องราวของเบลคมายโคสกี้จะเห็นว่า “เรื่องราว” ที่เกิดขึ้นเป็นทั้ง “แรงบันดาลใจ” ในการทำธุรกิจและเป็นทั้งเทคนิคที่จะเข้าถึง “หัวใจ” ของลูกค้าในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันการทำธุรกิจจึงต้องมีการสร้าง “Story” ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโดยธรรมชาติแล้วคนเราทุกคนมักจะชอบฟังเรื่องราวต่าง ๆ การเติมแต่งและใส่ “Story” ลงไปในสินค้าและแบรนด์จึงทำให้คนเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเข้าหากันและสร้างความสัมพันธ์ต่อเรื่องราวและสินค้าหรือแบรนด์ได้อย่างที่ตนเองไม่รู้ตัวเลยนี่คือเทคนิคหนึ่งซึ่งนักการตลาดเรียกว่า “Storytelling Marketing

เนรมิตเรื่องราวให้เฉียบสร้างเรื่องให้เนี้ยบกว่าของแท้

“การใส่เรื่องราวลงไปในสินค้าสะท้อนวิสัยทัศน์อันชาญฉลาดและความมุ่งมั่นลงมือทำของคุณนี่คือต้นทุนมูลค่ามหาศาลที่คุณอาจไม่ต้องลงทุนสักบาทและอาจทำให้คุณต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ อีกก็ได้”
เบลค มายโคสกี้

การเริ่มต้นค้นหาและแต่งเติมเรื่องราวให้กับสินค้าและแบรนด์ของคุณเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้าง “แรงบันดาลใจ” ในการทำธุรกิจของคุณและหากคุณใส่เรื่องราวที่เฉียบขาดลงไปได้ “แรงบันดาลใจ” ที่เกิดจากเรื่องราวจะเปลี่ยนมาเป็น “แรงผลักดัน” ในการต่อยอดธุรกิจให้เจริญเติบโตเราขอนำ “Story” หนึ่งอันเป็นเรื่องราวต้นกำเนิดบุหรี่มาร์ลโบโร (Marlboro) มาเล่าให้คุณฟังซึ่งอาจจะเป็นไอเดียที่สร้าง “Story” ให้กับแบรนด์สินค้าของคุณบ้างก็ได้

Story ของมาร์ลโบโร (Marlboro)

ในการทำธุรกิจของคุณและหากคุณใส่เรื่องราวที่เฉียบขาดลงไปได้ “แรงบันดาลใจ” ที่เกิดจากเรื่องราวจะเปลี่ยนมาเป็น “แรงผลักดัน” ในการต่อยอดธุรกิจให้เจริญเติบโต

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 มีนักเรียนชายฐานะยากจนคนหนึ่งเรียนอยู่ที่โรงเรียนช่างบอสตันนักเรียนชายคนนี้ได้ตกหลุมรักลูกสาวของเจ้าของเศรษฐีที่ดินโดยที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้เป็นแบบนั้นเพราะเขารู้ตัวเองดีว่าฐานะของเขาและหญิงสาวช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเหมือนฟ้ากับเหวแต่ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ตลอดเวลาเขาเฝ้ามองดูเธอผู้สูงศักดิ์อยู่ห่าง ๆ บางครั้งก็มีโอกาสเข้าใกล้บ้างได้สนทนากันบ้างยิ่งได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่าไหร่ชายหนุ่มก็ยิ่งตกหลุมรักหญิงสาวผู้สูงศักดิ์มากขึ้นเท่านั้นและด้วยไมตรีอันดีที่เธอมอบให้เขามายิ่งทำให้เขามีความหวังเพิ่มมากขึ้นทุกวันทางฝั่งหญิงสาวเองก็เริ่มที่จะปันใจให้ชายหนุ่มบ้างแล้วเหมือนกัน

แต่ฟ้าเอยเหมือนกลั่นแกล้งคุณพ่อคุณแม่ของฝ่ายหญิงเริ่มรู้ว่าลูกสาวมีใจให้ชายหนุ่มยากจนผู้นั้นจึงกีดกันทั้งสองออกจากกันโดยส่งตัวลูกสาวไปอยู่บ้านญาติที่ห่างไกลแต่ด้วยพลานุภาพแห่งความรักทำให้ชายหนุ่มมุมานะที่จะสืบให้ได้ว่าเธอผู้เป็นที่รักถูกส่งไปอยู่ ณ แห่งหนใดเมื่อสืบจนรู้ก็ออกดั้นด้นเดินทางไปตามหารักเขาแบกทั้งความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจวันคืนผ่านไปไม่ว่าจะนานเท่าไหร่เขาก็จะไปพบกับเธอให้ได้เมื่อชายหนุ่มไปถึงยังจุดหมายปลายทางเขาพยายามมองเสาะหาเธอแต่หญิงสาวไม่ได้อยู่ในบ้านด้วยความคิดถึงที่ใจมันเรียกร้องจนจะห้ามไม่ไหวต่อให้ต้องรอนานแค่ไหนเขาก็จะเฝ้ารอชายหนุ่มก็จึงตัดสินใจยืนรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าบ้านของเธอแต่ฟ้าก็ดันไม่เป็นใจฝนตกลงมาชายหนุ่มยืนรออยู่อย่างนั้นแม้จะต้องเปียกฝนพักใหญ่ต่อมาฝนก็หยุดและหญิงสาวที่เขารอคอยก็กลับมาทั้งสองได้พบกันสำหรับชายหนุ่มแล้วดีใจขนาดไหนคงไม่ต้องบอกหญิงสาวเองก็ดีใจที่ได้เจอชายหนุ่มอีกครั้ง

ชายหนุ่มกุมมือหญิงสาวและเอ่ยปากชวนเธอให้หนีไปด้วยกันแต่หญิงสาวสลัดมือออกและกล่าวกับชายหนุ่มว่า “พรุ่งนี้ฉันจะแต่งงานแล้ว” เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางใจความสะเทือนใจของชายหนุ่มไม่อาจบรรยายเป็นตัวอักษรได้เขาไม่พูดหรืออ้อนวอนกับหญิงสาวใด ๆ อีกเว้นแต่ว่า “ช่วยอยู่ข้างผมจนกว่าบุหรี่มวนนี้จะหมดได้ไหมหญิงสาวพยักหน้าตกลงจากนั้นชายหนุ่มก็ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดแต่บุหรี่ในสมัยนั้นเป็นบุหรี่ไม่มีก้นกรองจึงทำให้เผาไหม้และหมดลงอย่างรวดเร็วเขารำพึงอยู่ในใจเบา ๆ ว่า “ช่วงเวลาแห่งความสุขมันช่างแสนสั้นเหลือเกิน” จากจุดนี้เองเขาจึงเกิด “แรงบันดาลใจ” ในการคิดค้นบุหรี่ก้นกรองขึ้นมาและเขาก็สามารถผลิตขึ้นมาได้อย่างสำเร็จจริง ๆ แต่บุหรี่ของเขายังไม่มีชื่อเรียกและแล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็ลืมเธอผู้นั้นไม่ได้ทุกครั้งที่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจะจุดสูบก็จะคิดถึงหญิงสาวคนรัก

ชายหนุ่มเฝ้าติดตามข่าวของเธออยู่ตลอดในเวลาต่อมาเขาก็ทราบว่าสามีของหญิงสาวผู้นั้นเสียชีวิตลงและเธอผู้นั้นก็ต้องตกระกำลำบากทั้งเจ็บป่วยหมดทรัพย์สมบัติและต้องอยู่ตัวคนเดียวในสลัมเมื่อฤดูหนาวย่างกรายเข้ามาชายหนุ่มตัดสินใจไปหาหญิงสาวที่เขารักอีกครั้งและขอเธอแต่งงานหญิงสาวตกตะลึงและซึ้งใจในมิตรภาพและความรักของชายหนุ่มเป็นอย่างมากและเธอก็รู้สึกละอายกับสิ่งที่เธอทำกับชายหนุ่มในอดีตที่ผ่านมาเธอไม่ตอบรับการขอแต่งงานของชายหนุ่มเพียงแต่บอกว่าขอเวลาคิดและตัดสินใจชายหนุ่มก็ให้โอกาสกับเธอแต่ทว่าวันรุ่งขึ้นก็มีคนมาบอกชายหนุ่มว่าหญิงสาวผู้นั้นได้แขวนขอตายกลายเป็นศพไปแล้วหัวใจของชายหนุ่มแตกสลายเขาหันมาที่บุหรี่ของเขาและบรรจงติดคำว่า “มาร์ลโบโร” เอาไว้ที่บุหรี่ของเขานับตั้งแต่นั้นมาคำว่ามาร์ลโบโร (Marlboro) เป็นคำย่อมาจากคำว่า “บุรุษไม่เคยลืมความรักอันแสนหวานแม้ความหอมหวานจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม”

พอคุณได้อ่าน “Story” เรื่องนี้แล้วลองถามตัวคุณเองดูคุณรู้สึกอย่างไรซาบซึ้งตรึงใจตื่นตะลึงเศร้าหรือมีอารมณ์ร่วมอย่างไรอารมณ์และความรู้สึกใดที่คุณรู้สึกต่อ “Story” นี้ก็คืออารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มลูกค้าบุหรี่มาร์ลโบโรส่วนหนึ่งด้วยเช่นกันในต่างประเทศจะทราบดีแต่ในเมืองไทยเราอาจจะไม่ค่อยทราบนี่อาจจะเป็นไอเดียใหม่หรือแรงบันดาลใจดี ๆ ในการสร้างและต่อยอดธุรกิจของคุณต่อไป