ทำธุรกิจส่วนตัวอย่างไรให้ work และชัวร์
4 (80%) 1 vote

ถ้ามองย้อนกลับไปสักประมาณปี 1993 โลกยังไม่ใครรู้จักคำว่า “Internet” ไม่มีใครคิดว่าโทรศัพท์จะถ่ายรูปได้และเป็นเครื่องเกมได้ไม่มีใครคิดว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ๆ จากเนรมิตฉากยิ่งใหญ่อลังการจากคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวได้ แต่สิ่งที่เป็นจริงในปี 2017 นี้สิ่งที่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นจริงแล้วทั้งสิ้นในตอนนี้

เทคโนโลยีอัจฉริยะกับมิติใหม่แห่งโลกธุรกิจส่วนตัว

ผมสนใจติดตามความก้าวหน้าเรื่องหุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นอย่างยิ่งเพราะยิ่งมนุษย์ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้นเท่าใดกำลังการผลิตก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้นเมื่อก่อนคุณพ่อของผมทำงานโดยไม่มีวันหยุดเลยตลอด 7 วันใน 1 สัปดาห์แต่หลังจากที่ผมมารับช่วงต่อบริษัทก็ได้เริ่มให้มีวันหยุด 1 วันและเพิ่มเป็น 2 วันมาจนทุกวันนี้ที่เราสามารถทำเช่นนี้ได้ก็เพราะเทคโนโลยีการผลิตด้วยเครื่องจักรกลทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น”
ธนินท์ เจียรวนนท์

เทคโนโลยีสื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile broadband) สามารถส่งข้อมูลขนาดใหญ่ในระดับ Gigabyte ภายในเวลาไม่กี่วินาทีจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งจนทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อัตโนมัติจากที่ใดก็ได้ในโลกด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมนุษย์นี่เองที่ทำให้ AI มีความฉลาดขึ้นจนเรียกว่า “อัจฉริยะ” เลยกว่าได้

เติบโตถึงจุดที่สามารถเรียนรู้และพยากรณ์การทำงานในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็วจึงทำให้ความคิดที่ว่าต่อไปหุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง I Robot นั้นดูไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายคนทำธุรกิจส่วนตัวและนักบริหารทุกคนว่าในสถานการณ์ที่ล่อแหลมนี้จะปรับตัวและรับมืออย่างไรให้ธุรกิจไปรอดและไม่กระทบกับคนที่ทำงานอยู่ด้วยกันหลักการบริหารคนข้อใดที่จะทำให้คนยังมีคุณค่าและประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องจักรและถ้าขาดคนในองค์กรไปธุรกิจจะมีความเสี่ยงไหมและเราจะบริหารความเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ได้อย่างไรเป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในเดือนมีนาคม 2017 ที่ผ่านมาบริษัทประกันชีวิตฟูโกกุ มูทวล ไลฟ์ อินชัวรันส์ (Fukoku Mutual Life Insurance) ของประเทศญี่ปุ่นได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Watson ของบริษัท IBM เข้ามาใช้และได้ประกาศปลดพนักงานออกจากบริษัท 30 คนเพราะเจ้า Watson สามารถทำงานคิดคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เอาประกันได้ซึ่งประสิทธิภาพก็พอ ๆ กับคนทำงานพร้อมกันถึง 30 คนเลยทีเดียวถ้าอยากจะรู้ว่าไอ้เจ้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Watson มันทำงานได้เจ๋งขนาดไหนก็ให้คุณคิดง่าย ๆ ว่าโดยปกติคนญี่ปุ่นเป็นคนเก่งและฉลาดอยู่แล้วอีกทั้งมาตรฐานการทำงานก็สูงคนมีประสิทธิภาพสูง 30 คนยังเทียบเจ้า Watson เครื่องเดียวไม่ได้คุณก็คิดดูเอาว่ามันจะฉลาดขนาดไหน

ทางผู้บริหารบริษัทประกันแห่งนี้เปิดเผยว่าเจ้า Watson สามารถอ่านใบรับรองแพทย์และเอกสารทางการแพทย์ต่าง ๆ ได้เป็นหมื่น ๆ ชิ้นและสามารถประมวลผลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในเวลาที่สั้นมากซึ่งราคาที่ทางบริษัทยอมจ่ายซื้อมันมาก็เป็นเงินถึง 200 ล้านเยนและยังมีค่าซ่อมบำรุงแยกออกไปอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านเยน/ปีแม้จะเป็นจำนวนเงินที่สูงมากแต่เขากลับมองว่ามันคุ้มกันสุด ๆ ในญี่ปุ่นตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทประกันแห่งนี้แห่งเดียวที่มีการปลดพนักงานออกแล้วใช้ “หุ่นยนต์” แทนยังมีอีกหลายบริษัทในญี่ปุ่นที่เริ่มทำเช่นนี้กันแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้าขั้น “อัจฉริยะ” ของจริงมองกันเผิน ๆ เราทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังคุกคามเราอยู่แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วเขามองต่างออกไปพวกเขากลับรู้สึกว่ามันคือ “ความหวัง” สถาบันวิจัยโนมูระได้มีการสำรวจแนวโน้มในเรื่องของความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์จะเข้ามาเป็นแรงงานแทนคนญี่ปุ่นนั้นสูงแค่ไหนในช่วงปี 2015 ผลสำรวจออกมาว่าหุ่นยนต์เจ้ามาแทนที่แทบจะทุกอาชีพคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งในอาชีพทั้งหมดของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงธุรกิจส่วนตัวรูปแบบใหม่ใกล้ความฝันเข้าไปทุกที

ในญี่ปุ่นนั้นคาดการณ์กันว่าการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์จะก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นจนขยายจากภาคธุรกิจใหญ่ ๆ ไปสู่ภาคธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นธุรกิจส่วนตัวและจะก้าวต่อไปสู่กลุ่มเกษตรกรทางญี่ปุ่นมุ่งเป้าว่าต่อไปชาวนาในญี่ปุ่นอาจจะไม่ใช่คนอีกแล้วแต่เป็นหุ่นยนต์ที่เข้ามาทำแทนซึ่งทางฝั่งบ้านเรานั้นก็เป็นหนึ่งในประเทศเกษตรกรรมนำหน้านโยบายเดินหน้าประเทศไทยสู่ยุค 4.0 นี้ก็มีความสอดคล้องกับความคิดของคนญี่ปุ่นในขณะนี้อยู่ไม่น้อยและองค์กรธุรกิจใหญ่ ๆ หลาย ๆ แห่งก็เริ่มที่จะหันมาสนใจการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้แทนที่มนุษย์บ้างแล้วแม้แต่ผู้นำแห่งอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่อย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ ก็เช่นกัน

ทาง bbc มีรายงานว่างานแรก ๆ ที่คนจะเอาหุ่นยนต์ไปแทนที่ก็คืองานในภาคของโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งตอนนี้ในจีนเริ่มมีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้แล้วและในบางโรงงานใหญ่ ๆ ของจีนก็เริ่มมีการใช้บ้างแล้วด้วยอีกหนึ่งก็คือการขับรถโดยสารรับส่งอย่างแท็กซี่ซึ่งตรงนี้แนวโน้มจะเปิดตัวในยุโรปมาแรงมากแต่บางกระแสก็คาดว่าจะไม่ใช่ยุโรปจะเป็นเอเชียมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิงคโปร์ด้วยเพราะปีที่แล้วบริษัท Nutonomy ผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์ไร้คนขับได้ทำการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนในสิงคโปร์และพวกเขาตั้งเป้าไว้แล้วว่าปีหน้าคือ 2018 จะเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับเต็มรูปแบบ 100 คันกันเลยทีเดียว

การปรับตัวของภาคธุรกิจใหญ่ ๆ ที่เราเห็นได้นี้สะท้อนให้เราทุกคนเห็นแล้วว่าเรื่องของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้แต่ทางกลับกันเริ่มมีแนวโน้มว่าจะเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่คิดกันว่าเป็นแค่เรื่องมโนกันไปเองวันนี้เริ่มฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นทีละนิดซึ้งไม่ต้องไปมองทีไหนไกลมองไปรอบตัวคุณสิเทคโนโลยี Nanosensors เต็มไปหมดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทีวีคอมพิวเตอร์รถยนต์หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันก็ล้วนมีเทคโนโลยีนาโนเข้ามาเกี่ยวด้วยทั้งสิ้นและต่อไปทำอะไร ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดอีกแล้วเพราะ Blockchain เทคโนโลยีใหม่แห่งวงการธุรกรรมการเงินกำลังจะเข้ามาในไม่ช้าคุณสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ซื้อขายสินค้าโดยไม่ต้องใช้เงินสดเลยก็ได้ในอนาคตนี่คืออนาคตของโลกธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แล้วเอาคนทำธุรกิจส่วนตัวทั้งหลายถึงเวลาปรับตัวรับความไฮเทคกันแล้วลุยเลย

แนวทางการปรับตัวสู่มิติใหม่ในการทำธุรกิจส่วนตัวให้ work และชัวร์

1.กรณีที่คุณมีเงินทุนสำรองมากและการบริหารสภาพคล่องทำได้ดีเยี่ยม

  • เรียนรู้และติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  • ศึกษาถึงเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ
  • ทดลองนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้กับธุรกิจโดยอย่ามองว่าเป็นการลงทุนที่เสียเปล่าเพราะวันนี้อาจจะยังใช้ได้แบบไม่เต็มประสิทธิภาพแต่ถ้ากระแสโลกเปลี่ยนคุณอาจกลายเป็นผู้นำในสายธุรกิจของคุณไปแล้วก็ได้เพราะคุณเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้เป็นเจ้าแรก ๆ
  • ฝึกคนให้รู้จักที่จะใช้งานและควบคุมเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้เพราะถึงอย่างไร AI ยังคงไม่สามารถทำงานได้โดยปราศจากข้อบกพร่องยังต้องมีคนควบคุมอยู่ซึ่งนั่นจะช่วยทำให้คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุนเปล่าสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำธุรกิจให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

2.กรณีที่คุณมีเงินทุนสำรองไม่มากแต่พอบริหารสภาพคล่องได้

  • เน้นหนักเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • กระตุ้นพนักงานและแรงงานไม่ว่าระดับไหนว่าต้องพยายามปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในตัวเอง
  • เรียนรู้และปรับตัวไปกับเทคโนโลยีหาช่องทางใหม่ ๆ จากการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมาสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ