สัมภาษณ์พิเศษ ผู้กำกับและผู้สร้างสารคดีดัง Earth: One Amazing Day
4.5 (90%) 2 votes

ทีมงาน PassionGen ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แบบสุด Exclusive กับผู้กำกับ Richard Dale และโปรดิวเซอร์ Stephen McDonogh ที่แวะมาเยือนไทย ในงานเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี Earth: One Amazing Day มาพบกับบทสัมภาษณ์พร้อมแนวคิดในการเล่าเรื่องที่สดใหม่ ในการทำภาพยนตร์สารคดี ที่มีการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำมาเป็นตัวช่วยให้คุณมองโลกได้สวยงาม และลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

 

ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณได้เห็นพฤติกรรมของสัตว์ป่ามามากมาย คุณคิดว่าสัตว์ป่ากับสัตว์เลี้ยงมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

Richard: หลาย ๆ ครั้งสัตว์ป่าก็แอบคล้าย ๆ กับสัตว์เลี้ยงนี่แหละ ผมคิดว่าจุดประสงค์ของเราในการทำภาพยนตร์นี้คือเราตั้งใจจะนำเสนอว่า โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นั้นน่าอัศจรรย์ขนาดไหน สิ่งที่เราโฟกัสมากคือสัตว์ธรรมดา ๆ ที่อยู่อาศัยทั่วไปนั้นก็มีเรื่องที่น่าเหลือเชื่อไม่แพ้สัตว์ที่น่าอัศจรรย์อย่างที่เราเห็นในสารคดีต่าง ๆ เพราะสุดท้ายแล้วโลกใบนี้ก็เป็นที่อยู่อาศัยของพวกเราทุกคน ถ้าเรามองไปรอบ ๆ ให้ลึกขึ้น เราก็จะมองเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกมากมาย

Stephen: สิ่งที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการถ่ายทำอยู่นานมาก เพราะเราต้องเรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ต่าง  ๆ อย่างละเอียด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กว่าจะบันทึกมาเป็นภาพได้อย่างครบถ้วนต้องใช้การสังเกตอย่างยาวนาน

ในตอนแรกเริ่มของภาพยนตร์ เราโฟกัสภาพไปที่ตัวเซอร์วัล (Serval Cat) ที่อาศัยอยู่ในแอฟริกา ซึ่งดู ๆ ไปแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงทั่ว ๆ ไปเลย เหมือนแมวที่เราเลี้ยง ๆ กันอยู่นี่แหละ ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะเข้าใจพฤติกรรมของพวกเค้าดีอยู่แล้ว การถ่ายทำมันก็จะง่าย

ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่ากับช่างภาพในสถานที่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะคนถ่ายต้องศึกษาและเก็บภาพให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องทำตัวให้ไม่น่าสนใจจนสัตว์เหล่านั้นเมินเฉย การถ่ายทำนั้นเราต้องแน่ใจว่าเราจะไม่เป็นการรบกวนสัตว์เหล่านั้น เพราะหากเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นมา พฤติกรรมพวกเขาก็จะผิดธรรมชาติ เพราะสภาพแวดล้อมผิดธรรมชาติ พวกเขาไม่ใช่สัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูมา ดังนั้นทุกอย่างกลายเป็นสิ่งใหม่สำหรับพวกเขาหมด

ตัวอย่างง่าย ๆ คือโดยทั่วไปเราจะพยายามถ่ายภาพด้วยเลนส์ที่สามารถบันทึกภาพได้ชัดในระยะไกล สัตว์เหล่านั้นดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าช่างภาพของเราอยู่ตรงนั้น ทว่าภาพที่ได้มันก็จะปะติดปะต่อยาก แต่ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดเล็กลง พกพาได้ง่ายขึ้น ตอนนี้เราสามารถถ่ายทำในระยะที่ใกล้ชิดได้โดยไม่ก่อกวนชีวิตของพวกเขา ซึ่งหมายความว่าเราก็สามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของสัตว์เหล่านั้น เข้าไปในโลกเดียวกับพวกเขาจนเหมือนอยู่อาศัยด้วยกันมาในบ้านหลังเดียวกัน

เหตุผลอะไร หรือแรงบันดาลใจแบบไหนที่ทำให้คุณต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา

Richard: เพราะทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ได้ภาพที่ดีขึ้น ได้ภาพที่ใกล้ขึ้น เราสามารถถ่ายทำภาพที่คมชัดทั้ง  ๆ บริเวณนั้นมืดมิดได้ เราจึงสามารถเล่าเรื่องราวของสัตว์ป่าได้มากกว่าที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาแบบไหน หรือที่อยู่อาศัยแบบใด เราก็สามารถนำเสนอชีวิตของพวกเขาออกมาได้ เราอยากนำเสนอสิ่งเหล่านั้นออกมา

ระหว่างการถ่ายทำ พวกคุณพบปัญหามากแค่ไหน

Stephen: กล้องพังกันทุกวันเลย (ฮา) เราต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายและเข้าถึงค่อนข้างลำบาก อย่างตอนที่เราต้องการถ่ายภาพที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเกาะที่มีเพนกวินอยู่อาศัยมากที่สุด น่าจะสักล้านกว่าตัว เราใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นในการถ่ายทำ แต่ก่อนหน้านั้นเราใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ในการเตรียมพร้อม อะไรหลายอย่างไม่เป็นไปดั่งใจเรา แค่ช่างภาพลุกไปเข้าห้องน้ำแปบเดียว กลับมาอีกที กล้องถ่ายภาพของพวกเขาก็ไม่อยู่ในสภาพที่ดีนัก (ฮา)

ตอนที่เราไปที่จีน เราได้ถ่ายภาพลิงฝูงหนึ่งมา ตอนนั้นเราใช้โดรนในการถ่ายภาพ ซึ่งตอนนั้นมันเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก ซึ่งลิงก็ชอบปีนป่ายขึ้นที่สูง เราต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเก็บภาพมาได้ เพราะถึงโดรนจะไม่ได้เสียงดังมาก แต่มันก็ยังดังพอที่จะสร้างความรบกวนให้กับพวกเขา พวกลิงก็เลยสงสัยว่าเสียงมาจากไหน และรู้สึกไม่ปลอดภัย วิธีของเราคือเราส่งโดรนขึ้นไปเฉย  ๆ โดยไม่เก็บภาพอยู่หลายสัปดาห์ จนลิงเหล่านั้นคุ้นชินกับมัน นั่นแหละคุณถึงจะเริ่มเก็บภาพพวกเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Richard: ความจริงเราสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยตั้งเป้าหมายขำ ๆ เอาไว้ว่า ถ้ามีนักท่องเที่ยวจากนอกโลก เราจะเปิดโฆษณาโลกของเราให้พวกเขาเห็นแบบไหน จนรู้สึกว่า “หวาว โคตรเจ๋ง ดาวดวงนี้ต้องมาเที่ยวแล้วล่ะ”

 

อะไรในธรรมชาติที่ทำให้คุณรู้สึกอัศจรรย์ใจที่สุด

Richard: สำหรับผมที่เป็นผู้กำกับ คุณอาจจะคิดว่าผมต้องไปถึงสถานที่ แต่เปล่าหรอก เพราะว่าหน้าที่ของผมคือการจัดเรียงภาพให้สื่อสารออกมาได้ดีที่สุด ดังนั้นผมจึงตอบไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยมีอยู่อย่างนึงที่ผมสนใจมากคือ ผมได้ดูฟุตเทจที่มียีราฟสองตัวทะเลาะกัน โดยที่ผมไม่รู้เหตุผล เพราะผมไม่ได้อยู่ในสถานที่จริง มาถึงผมก็เห็นมันต่อสู้กันแล้ว แต่นั่นแหละ จริง  ๆ แล้วมันมีอะไรที่น่าอัศจรรย์อยู่มากมายเลยนะ

Stephen: สำหรับผมที่เป็น Producer ผมต้องเป็นคนเลือกว่าวันนี้เราจะเก็บเรื่องราวแบบไหนกลับมา สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์ที่สุดคือ บางฟุตเทจ เราก็ถ่ายทำในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ไมล์เดียวเท่านั้น แต่เราก็ได้เห็นสิ่งสวยงามมากมาย สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในป่าลึก เราก็สามารถมองเห็นธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์โดยห่างจากท้องถนนไปเพียงระยะทางเล็กน้อยเท่านั้นเอง

Richard: คุณสามารถมองโลกที่คุณอยู่อาศัยในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนได้ ในขณะที่ทุก  ๆ วันนี้ เราอยู่กับชีวิตประจำวัน เล่นมือถือนู่นนี่นั่น สิ่งที่อยู่รอบตัวเราก็เกิดขึ้นและผ่านไปอย่างที่เราไม่เคยจ้องมองมาก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นแท้จริงแล้วมันน่าอัศจรรย์จริง ๆ นะ

Stephen: ผมอยากให้คนที่ได้เข้ามาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้มองเห็น ได้มีความสุข มีแรงบันดาลใจ และรักโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อที่จะได้เห็นสัตว์ที่หายากที่สุดเพื่อรู้สึกอัศจรรย์ แค่สิ่งที่อยู่ใกล้  ๆ เราอย่างหนูที่อยู่รอบ ๆ เรา การใช้ชีวิตของพวกมันก็น่าสนใจ พวกมันเดินทางไปทั่วอย่างมีแบบแผนเหมือนกับว่ามีแผนที่อยู่ในหัว อะไรทำนองนี้

 

ถ้าคุณจะให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ที่เป็นสัตว์โลกเหมือนกันรับบทในเรื่องนี้ คุณจะนำไปใส่ในตอนไหน อย่างไรบ้าง

Stephen: มนุษย์ พวกเรา ก็ล้วนอยู่ในภาพยนตร์นี้แหละ พวกเราอยู่ไปทั่วทุกที่ในภาพยนตร์แห่งนี้ เพราะว่าเราก็อยู่อาศัยในโลกใบเดียวกับที่อยู่ในฟิล์ม ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีเรื่องวิเศษใด  ๆ เป็นแค่ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวบนโลกของเรา สิ่งที่อยู่ในนั้นทั้งหมดก็คือชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก เช่นเดียวกับพวกเรา ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยแนวคิดแบบนั้น เพราะเราไม่ได้อยากทำหนังที่บอกว่า มนุษย์ช่างเลวร้ายหรืออะไรแบบนั้น หรือเราทำลายสิ่งแวดล้อม เลิกทำเถอะ เรื่องพวกนั้นอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่วันนี้เราต้องการนำเสนอเรื่องราวของพวกเราที่อยู่อาศัยร่วมกันหมด ซึ่งเราหวังว่าทุก ๆ คนได้ดูแล้วจะมองเห็นโลกของเรามากขึ้น พร้อมกับได้เห็นว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้นเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เราพยายามจะบอกเล่าเรื่องราวที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมต่าง ๆ ทั่วบริเวณของโลก และเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

มีคำสำคัญในเรื่องคำหนึ่งที่พูดว่า “ชีวิตของสิ่งรอบข้างอยู่ในมือเรา” ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงมาก ๆ เราทุกคนล้วนมีพลังในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างได้ ซึ่งมันก็อยู่ที่เราจะใช้พลังนั้นแบบไหน

ผมอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าไปถึงในจิตใจของมนุษย์ที่ได้รับชม และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้คิดพิจารณามากขึ้นกับสิ่งที่ตนเองจะลงมือทำ

 

คุณคิดว่าสารคดีสร้างผลกระทบให้กับผู้คนขนาดไหน?

Richard: ผมคิดว่าทุกเฟรม และทุกคำพูดของภาพยนตร์เรื่องนี้มีสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมากมาย เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เราใส่ทุกอณูของทุกอย่างที่แวดล้อมเข้าไปให้ทุกคนได้มองเห็น เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าในทุก ๆ วัน ทุก ๆ พื้นที่นั่นมีชีวิตที่ดำเนินไปอยู่ คุณสามารถสัมผัสธรรมชาติได้จากทุกบริเวณ

Stephen: ผมอยากให้ทุกคนมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะโลกใบนี้ล้วนมีเรื่องที่สามารถบันดาลใจเราได้อยู่มากมาย คุณลองนึกถึงเด็ก ๆ ที่ได้ดู ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ ได้สัมผัสด้วยสายตาและความคิดของเด็ก ๆ มันย่อมเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ที่จริงแล้วผมอยากให้ทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้รู้สึกมีความสุขกับชีวิตของคุณ และมีความสุขกับโลกที่คุณอยู่ให้มาก ๆ

 

ทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามีเทคโนโลยีในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตในทุก ๆ ด้าน ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เวลา จนลืมมองสิ่งสวยงามรอบ ๆ ตัวที่ธรรมชาติมอบให้….ขอเพียงแค่ละสายตาจากหน้าจอสักนิด หลีกหนีจากความวุ่นวายจำเจสักหน่อย แล้วคุณจะพบกับแรงบันดาลใจจากโลกที่สวยงามและล้ำค่า ในมุมที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน…พบกับภาพยนตร์สารคดี Earth: One Amazing Day 15 มีนาคมนี้