มิลค์ รัญชิดา – CEO รุ่นใหม่ ปลดหนี้หลักล้านให้ครอบครัวด้วยวัยเพียง 14 ปี
4 (80%) 1 vote

เราทุกคนล้วนมีความลำบากในเส้นทางแห่งชีวิตแตกต่างกันไป แต่คนที่จะประสบความสำเร็จไปถึงหลักชัยนั้น คือ คนที่ไม่เคยยอมแพ้ คนที่ไม่เคยหยุดคิดหยุดทำเท่านั้น ที่จะก้าวพ้นความลำบากได้ ดังนักธุรกิจวัยใสที่สามารถทำเงินล้านให้ตนเองได้และครอบครัวได้คนนี้ “มิลค์ รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ” เธอผู้นี้สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม และที่สำคัญสามารถปลดหนี้สินให้กับครอบครัวได้ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเด็กเรียนหนังสืออยู่

ใช้โซเชียลมีเดียเป็นบันไดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของกิจการตัวน้อยอย่างมิลค์ รัญชิดา ขอย้อนวันวานกลับไป 14 อีกครั้ง ตอนนั้น เธอก็คือเด็กชั้นมัธยมปีที่ 2 ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีเค้าเลยว่าจะกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือนักธุรกิจรุ่นเยาว์ที่สามารถทำเงินล้านปลดหนี้ให้ครอบครัวได้

แต่เดิมนั้นครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของกิจการขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและช่างรับเหมา แต่ช่วงนั้นกิจการไม่ค่อยราบรื่น และยังโดนพิษอุทกภัยใหญ่ ทำให้เวลานั้นครอบครัวแย่มากในด้านรายได้ ถึงจะแย่อย่างไรคุณพ่อคุณแม่ของมิลค์ก็ยังปิดไม่ยอมให้เธอรับรู้ความลำบาก แต่ด้วยความที่มิลค์เป็นเด็กฉลาดช่างสังเกต ทำให้เธอสามารถรับรู้ได้ว่าสถานะการเงินทางบ้านไม่ดีแล้ว เธอจึงคิดว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวแล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เมื่อคุณเลิกกลัว และกล้าออกไปเสี่ยง ความสำเร็จจึงจะเกิดขึ้น” Marissa Mayer

เธอจึงเริ่มงัดกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ คิดหาวิธีทำธุรกิจเพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว มิลค์ เธอคือคน GenY ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดีย นั่นคือสิ่งที่เธอรู้จักคุ้นเคย และเธอรู้ว่ามีคนและความรู้มากมายที่ออนไลน์อยู่ในอินเตอร์เน็ต ความเป็นนักธุรกิจตัวน้อยของเธอเริ่มจากจุดนั้น ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจะเป็นสิ่งที่สร้างเงินล้านให้เธอในเวลาต่อมา

“ก็เคยมีคนเขาบอกเราว่า วัยอย่างเราตอนนี้น่าจะตั้งใจเรียนมากกว่าที่จะมาทำอะไรอย่างนี้ เรื่องตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ก็ยอมรับว่าเหนื่อยบ้าง แต่อย่างที่บอก เหตุผลเริ่มธุรกิจ คือพอมีปัญหาเรื่องเงินทุกคนก็เครียด อยู่ด้วยกันบ้านเดียวกัน แต่เข้ามากันมาแล้วต่างคนต่างไม่คุยกัน เข้ามาก็ต่างคนต่างขึ้นห้อง”

มิลค์เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงหน้า Facebook ของเธอจากเดิมแค่โพสต์สเตตัส แชทคุยกับเพื่อน กลายมาเป็นร้านขายของ ในช่วงแรกเธอก็ไม่ได้คิดไกลถึงขนาดจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เพียงแค่ต้องการช่วยทางบ้านโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการรับเหมาของครอบครัวจะได้มีรายรับเพิ่มมากขึ้น โดยเธอก็เลือกที่จะสื่อสารกับผู้คนผ่าน Facebook และก็เป็นอย่างที่เธอหวังเวลาต่อมาก็มีคนติดต่อเข้ามาจ้างงานกันเป็นจำนวนมาก

มิลค์เริ่มเห็นช่องทางในการก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม และยังไม่ได้ฝันถึงการเป็นนักธุรกิจเงินล้านอะไรทั้งสิ้น แค่มองว่าวันนี้ต้องหาเงินเพิ่มเพื่อช่วยครอบครัว และ แหล่งรายได้ของเธอก็น่าจะมาจาก Facebook นี่แหละ เธอจึงเริ่มเดินหน้าต่อ ลองเปิดร้านค้าอออนไลน์ผ่าน Facebook เริ่มนำของมาขาย โดยสินค้าแรก ๆ ก็เป็นเสื้อผ้าของเธอเอง มีลูกค้าเข้ามาซื้อขายกับเธอไม่น้อย นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประตูสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจให้กับเธอ โดยที่เธอเองก็ยังไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่เธอรู้คือ ความลำบากมันกำลังสอนกึ่งบีบบังคับให้เธอต้องทำให้ได้ และสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอแกร่งขึ้น มิลค์ รัญชิดา เธอเริ่มเรียนรู้ว่าอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อผู้คนขนาดไหน เธอสามารถใช้สร้างรายได้และใช้เป็นบันไดต่อยอดไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จนปลดหนี้ให้ครอบครัวได้สำเร็จ

มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แม้เส้นทางการก้าวไปสู่การเป็นนักธุรกิจที่จะทำเงินล้านปลดหนี้ให้ครอบครัวยังอีกยาวไกล แต่เธอก็ไม่มัวมาเสียเวลาที่จะมา “ท้อแท้” ถ้ามัวแต่สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ทุกอย่างก็ยังคงจมอยู่ที่เดิมแน่ ๆ เธอจึงตั้งหน้าลงมือทำโดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นบันไดและค่อย ๆ ไต่ไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์ เธอใช้วิธีขายแบบพรีออเดอร์ ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทุกขั้นตอน หาวิธีเรียกลูกค้าเอง ถ่ายรูปสินค้าเอง โฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นพรีเซ็นเตอร์เองทั้งหมด ทุกอย่างเธอได้ลองผิดลองถูกจากสิ่งที่มี

“อย่าตกเป็นทาสของกฏเกณฑ์ นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจเราเอง” Steve Jobs

ถ้ามองตามวัยของเธอแล้ว สิ่งที่เธอทำถือว่าเข้าข่ายเป็นนักธุรกิจที่เก่งคนหนึ่งที่มีความสามารถไม่แพ้ผู้ใหญ่ แต่เงินล้านที่เธอหวังไว้ว่าจะนำมาช่วยปลดหนี้ให้ครอบครอบครัว ดูเหมือนจะยังห่างไกลเสียเหลือเกิน นั่นเพราะมิลค์ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องกลยุทธ์ดี ๆในการทำธุรกิจ เธอก็เหมือนเจ้าของกิจการแบบทั่ว ๆ ไป หลาย ๆ คน คือเริ่มต้นอย่างไร้ทิศทาง สำหรับมิลค์แล้วคงเป็นด้วยวัยของเธอทำให้เธอขาดประสบการณ์ จึงไม่ได้มองเรื่องการวางแผนธุรกิจหรือการหากลยุทธ์ธุรกิจดี ๆ มาใช้ต่อยอด ตอนนี้มิลค์เธอมีเพียงสิ่งเดียวคือ “ใจ” ที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้น เป้าหมายของเธอคือ ช่วยปลดหนี้ครอบครัว บทบาทในการเป็นเจ้าของกิจการร้านเสื้อผ้าออนไลน์ของเธอยังพอไปได้ มีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จัดว่าขายดีในระดับหนึ่ง พอเริ่มขายดีเธอก็เห็นว่าควรจะมีหน้าร้านแล้วนะ ตัดสินใจออกไปขายเสื้อผ้าที่ตลาดรถไฟเลย หลายเดือนผ่านไป สิ่งที่เคยสวยงามกลับไม่สวยงามอย่างที่คิด เธอกลายเป็นเจ้าของกิจการเสื้อผ้าที่พลาดหวัง เพราะพอเปิดหน้าร้านวางขาย Offline สินค้าขายแทบไม่ได้เลย

ทุนเพียงหลักพันกับกลยุทธ์ธุรกิจแบบบ้าน ๆ แค่ส่งต่อสิ่งดี ๆ

แม้บทบาทการเป็นเจ้าของกิจการขายเสื้อผ้าเล็ก ๆ ของมิลค์ รัญชิดา จะไม่ราบรื่นอย่างที่เธอคิด เธอก็ไม่ขอยอมแพ้ มิลค์หาลู่ทางสู่การเป็นเจ้าของกิจการใหม่ต่อไป เธอเป็นคนหนึ่งที่รักสวยรักงาม เธอเคยซื้อเครื่องสำอางชนิดหนึ่งมาใช้ และเธอคิดว่าผลิตภัณฑ์นี้ดีกับเธอมาก มิลค์รู้สึกดีและประทับใจ นั่นจึงทำให้เธอเริ่มต้องการที่จะ “ส่งต่อสิ่งดี ๆ” ให้กับผู้อื่น มิลค์มองว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นช่องทางทำรายได้ใหม่ให้กับเธอได้ เธอจึงเริ่มศึกษาแบบเจาะลึก เมื่อได้ข้อมูลมากพอเธอก็เริ่มเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจใหม่ นั่นคือ “ธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว” โดยได้เงินทุนเริ่มต้นจากคุณพ่อ 3,000 บาท ด้วยความที่เธอยังอายุน้อยเธอ จึงไม่ได้มีแนวคิดเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจที่ซับซ้อนอะไร วางขายผ่านออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียแบบพรีออเดอร์เหมือนเดิม แต่จะว่าไม่มีกลยุทธ์ธุรกิจเลยก็ไม่ใช่อีก เพราะเธอใช้กลยุทธ์ธุรกิจแบบบ้าน ๆ ตามความคิดของเธอคือ “ส่งต่อสิ่งดี ๆ” ถ้าสิ่งนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าดีจริง มันก็จะกระจายแบบปากต่อปาก และมันจะขายได้ด้วยตัวมันเอง

“ถ้าถามว่าเคล็ดลับความสำเร็จคืออะไร หัวใจหลักสำหรับมิลค์คือ เรื่องคุณภาพสำคัญที่สุด ถ้าคุณภาพดี คนเขาก็ไม่ไปไหน แล้วก็ความใส่ใจ พยายามชี้แจงทุกอย่างให้ละเอียดแล้วเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผลิตภัณฑ์ของมิลค์เริ่มมีการส่งต่อ บอกปากต่อปาก เริ่มขายได้ มีออเดอร์สั่งเข้ามาต่อเนื่อง แต่การจะเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จมีเงินล้านได้ ใช่เพียงสินค้าขายได้แล้วก็พอ มิลค์รู้ในจุดนั้นดี เธอจึงไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติที่ดีของคนที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจทุกคน และหัวใจของความสำเร็จในทุกอาชีพ เธอเดินเกมต่อโดยเริ่มทำแพ็กเกจให้ดูดีขึ้น สร้างแบรนด์ของตนเอง มองหาเครือข่ายกระจายสินค้าและตัวแทนจำหน่าย จนในที่สุดแบรนด์ของเธอก็เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง มิลค์ค่อย ๆ กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในขณะที่อายุยังน้อย เธอกลายเป็นนักธุรกิจอายุน้อยที่มีเงินล้าน สามารถปลดหนี้ทั้งหมดของครอบครัวได้ แม้ยังเรียนมัธยมอยู่ก็ตาม เพียงแค่กลยุทธ์กิจแบบบ้านๆ “หยิบยื่นและส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับผู้คน” นักธุรกิจเงินล้านคนนี้ดูเหมือนจะธรรมดานะ แต่ไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะจะมีสักกี่คนที่จะทำได้อย่างเธอ

“ท้ายที่สุดก็อยากจะฝากสำหรับคนที่อาจจะเจอะเจอปัญหาอย่างมิลค์อยู่ หรืออะไรก็ตาม ขอให้เชื่อในตัวเอง เจออุปสรรค อย่าเพิ่งท้อ เพราะมันอาจจะอีกแค่ก้าวเดียวก็สำเร็จ เพียงมุ่งมั่น ตั้งใจ แล้วลองลงมือทำ”

แนวคิดผู้นำ เพื่อความสำเร็จ

การจะก้าวไปสู่ความสำเร็จเป็นนักธุรกิจเงินล้านในตอนที่อายุยังน้อยนั้น มีความเป็นไปได้เสมอ แต่…ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ หากคุณขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความมุ่งมั่นตั้งใจ และไม่ลงมือทำ ความสำเร็จก็ไม่เกิดแน่ ที่สำคัญไม่ว่าอุปสรรคใด ๆ จะเข้ามา “อย่าท้อ” อย่างที่มีคนกล่าวไว้เป็นคำคมว่า “คนแท้ไม่ท้อ คนท้อไม่แท้” ดูอย่างเจ้าของธุรกิจในเรื่องนี้สิ อายุแค่ 14 ประสบปัญหามากมาย เธอยังไม่เคยยอมแพ้กับโชคชะตา ยังคงมั่งมุ่งที่จะส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ผู้คน ใช้กลยุทธ์ธุรกิจแบบใจแลกใจกับลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกค้าเสมอ ฉะนั้น จะเป็นนักธุรกิจเงินล้านไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณยังไม่ได้ลอง