fbpx
Hubba Co-working Space ก้าวออกนอกกรอบ สู่การสร้างชุมชนการทำงานยุคใหม่
5 (100%) 1 vote

ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สองพี่น้อง เจริญพันธ์กล้าที่จะก้าวข้าม Comfort Zone มาร่วมกันสร้างสรรค์ธุรกิจสมัยใหม่จนกลายเป็น สตาร์ทอัพ Co-Working Space ได้สำเร็จ

ด้วยเทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ตและโลกออนไลน์ที่ทำให้ข้อมูลและการติดต่อสื่อสารสามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลกทำให้การทำงานและการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่แต่เพียงในออฟฟิศแต่อย่างเดียวตรงกันข้ามกลับสามารถเลือกสถานที่ที่ชอบสร้างให้เป็นโต๊ะทำงานและแหล่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ของผู้ที่ต้องการริเริ่มพัฒนาธุรกิจเป็นของตัวเอง และเหล่าฟรีแลนซ์ผู้ประกอบอาชีพอิสระให้สามารถพบปะกับผู้คนแปลกหน้าที่หมุนเวียนเข้ามาใช้สถานที่ ที่เรียกว่า Co-Working Space ได้ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ธุรกิจสมัยใหม่ อย่าง Hubba สตาร์ทอัพ ของไทยกลายเป็นธุรกิจที่มาแรงและน่าสนใจ

วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 2 พี่น้องเจ้าของธุรกิจ Hubba Co-working Space ผู้ที่กล้าก้าวออกจาก Comfort Zone มาสร้างฝันเป็นสตาร์ทอัพจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักกันของเหล่าฟรีแลนซ์ คนทำอาชีพอิสระ และผู้เริ่มต้นธุรกิจรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ   

แรงบันดาลใจของ Hubba และการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็น Co-Working Space ชื่อดัง

  • ไอเดียและแรงบันดาลใจในการสร้าง สตาร์ทอัพ Co-Working Space

เนื่องจากการที่พี่น้อง ชาร์ล และเอม อมฤต เจริญพันธ์ ผู้ที่ต้องการริเริ่มพัฒนาธุรกิจของตัวเอง แต่ต้องเจอกับอุปสรรคและปัญหาว่าไม่มีที่ทำงาน และไม่สามารถหาพื้นที่เพื่อใช้ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ประกอบกับการมองเห็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเริ่มเห็นว่าคนไทยมีความต้องการพื้นที่ทำงานเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาธุรกิจของตัวเองประกอบกับการได้เห็นโมเดลของสตาร์ทอัพ Co-Working Space ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศจึงทำให้ 2 พี่น้องเกิดไอเดียในการสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันของกลุ่มฟรีแลนซ์กลุ่มคนทำอาชีพอิสระ และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง หรือแม้กระทั่งคนทำงานออฟฟิศที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศความจำเจ จากการทำงานในสำนักงาน ให้สามารถเข้ามาใช้ Co-Working Space เพื่อเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนความรู้นำไปสู่การสร้างชุมชนสตาร์ทอัพของธุรกิจสมัยใหม่ต่อเนื่องไปได้ในอนาคต

  • วิกฤต และจุดเปลี่ยนที่ทำให้สองพี่น้อง “เจริญพันธ์ กล้าออกจาก Comfort Zone มาสร้าง สตาร์ทอัพ Co-Working Space ได้สำเร็จ

สาเหตุที่ทำให้ Hubba Co-Working Space เป็นรูปเป็นร่างได้นั้นก็เนื่องจากวิกฤติการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ทำให้การทำงานของ 2 พี่น้องเกิดปัญหาเป็นอย่างมากบ้านที่อยู่อาศัยก็ถูกน้ำท่วมทำให้ต้องหนีน้ำไปอยู่ต่างจังหวัดชั่วคราว การทำงานก็ต้องอาศัยนั่งทำงานตามร้านกาแฟ ย้ายร้านไปเรื่อย ๆ งานประจำทั้งหลายก็มีทีท่าว่าจะไม่มั่นคงอย่างที่คิด จึงเริ่มมองเห็นแนวคิดใหม่ว่าควรเริ่มต้นโปรเจ็กต์สตาร์ทอัพขึ้นอย่างจริงจัง จึงได้กัดฟันเลือกทำเลย่านเอกมัยใกล้รถไฟฟ้า ลงทุนเช่าบ้านพร้อมที่ดินบนพื้นที่ราว 200 ตารางเมตร รีโนเวทให้กลายเป็น Co-Working Space ที่ชื่อว่า Hubba ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “Hub” ที่แปลว่า จุดศูนย์กลาง และ “Ba” ที่มาจากคำว่า บ้าในภาษาไทย ออกแนวเฮฮาตามสไตล์ขี้เล่นของพี่น้องทั้ง 2 คน

และด้วยวิกฤติในครั้งนี้เองที่ทำให้สองพี่น้องชาร์ล และเอม อมฤต เจริญพันธ์กล้าออกจาก Comfort Zone ที่เป็นอยู่ประจำ หันมาปลุกปั้นความฝันให้เกิดขึ้นและเป็นจริงได้ เกิดเป็น Hubba Co-Working Space เจ้าแรกของเมืองไทยขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนครึ่งเท่านั้น

“เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ปรับเปลี่ยนแนวคิด สร้างสถานที่ทำงาน ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดเป็นสตาร์อัพ Hubba Co-Working Space”ชาร์ล และเอม อมฤต เจริญพันธ์ ผู้ก่อตั้ง Hubba Co-Working Space

แนะนำบทความน่าอ่าน

ก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพ Co-Working Space ไทย ในระดับนานาชาติ

  • ปัจจัยที่ทำให้ Hubba เป็น สตาร์ทอัพ Co-Working Space ไทยที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็น Co-Working Space แล้ว สิ่งต่อมาที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือการทำการตลาดเพื่อหาลูกค้า โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Hubba จะมุ่งเน้นไปที่เจ้าของธุรกิจรายใหม่ หรือผู้ที่กำลังคิดเริ่มสร้างธุรกิจ ที่ต้องการพื้นที่สำหรับนั่งทำงานและมักจะหาโอกาสทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักประกอบกับสองพี่น้องที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง สตาร์ทอัพ Hubba Co-Working Space ต้องการประหยัดงบประมาณในการทำการตลาด จึงเห็นว่าการตลาดออนไลน์เป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังได้กำลังเสริมคือคุณโน้ตเฉลิมยุทธ์ บุญมา อดีตผู้จัดการตลาดด้านสื่อดิจิตอลที่ Ensogo และ Zalora เข้ามาเป็นหุ้นส่วนช่วยทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ  จึงทำให้ชื่อของ Hubba Co-Working Space เป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้บุกเบิกธุรกิจรุ่นใหม่และเหล่าฟรีแลนซ์ได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ Hubba ไม่ได้มองเพียงแค่กลุ่มลูกค้าที่เป็นสตาร์ทอัพชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาที่ทำงานในรูปแบบของ Co-Working Spaceชาวต่างชาติในย่านชุมชนเมืองให้เข้ามาใช้บริการอีกด้วย

“ความล้มเหลว คือ มารดาของความสำเร็จ” -ธนินท์ เจียรวนนท์

ปัจจุบัน Hubba มีสาขาของ Co-Working Space ทั้งหมด 4 แห่ง คือ

  • Discovery Hubba ตั้งอยู่ที่ Siam Discovery
  • Hubba Akamai ตั้งอยู่ที่เอกมัยซอย 4
  • Hubba-To ตั้งอยู่ที่ Habito Mall, Silom ตั้งอยู่ที่สีลม คอมเพล็กซ์ชั้น 19
  • Hubba ภูเก็ต

โดยมีสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพจำนวน 20,000 รายเข้ามาใช้บริการ

  • การต่อยอดออกสู่หัวเมือง และการจับมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาธุรกิจสมัยใหม่

Hubba ไม่ได้มองว่าธุรกิจอย่าง Co-Working Space จะต้องอยู่ในเมืองหลวง คือ กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมองเห็นโอกาสและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งนิยมประกอบอาชีพอิสระกันมากขึ้น จึงได้วางแผนการขยายสาขาของ Co-Working Space ออกไปยังหัวเมืองในต่างจังหวัด อย่างเช่น เชียงใหม่และหัวเมืองอื่น ๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการขยายธุรกิจ Co-Working Space ไปถึงเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว ซึ่งนับว่าเป็นการนำธุรกิจสมัยใหม่ เข้าไปบุกเบิกตลาดในประเทศนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ Hubba ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอกย้ำการก้าวสู่โมเดลธุรกิจสมัยใหม่ ที่พร้อมจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • การร่วมมือกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำเสนอโครงการประกันความคุ้มครองให้แก่ลูกค้าในกลุ่ม Co-Working Space เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นสตาร์ทอัพผู้พัฒนาธุรกิจใหม่สามารถเลือกแผนความคุ้มครองทั้งด้านสุขภาพ ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุได้อย่างเหมาะสม โดยลูกค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ จะต้องเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกผู้เช่า Co-Working Space ของ Hubba ที่มีระยะเวลาการเช่ามากกว่า 1 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขด้านสุขภาพที่กำหนดไว้ในโครงการ
  • การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Google เพื่อให้สมาชิกของ Hubba สามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั่วโลกของ Google ซึ่งรวมถึง Co-Working Space และโปรแกรมในชุมชนต่าง ๆ ในอีก 135 ประเทศทั่วโลกได้ ซึ่งความร่วมมือกับ Google ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแห่งความสำเร็จที่สามารถต่อยอดไอเดียธุรกิจแนวใหม่ ทำให้กลายเป็นสตาร์ทอัพของไทย ที่สามารถเดินหน้าพัฒนาธุรกิจให้เป็นที่รู้จักของนานาชาติ สอดรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ด้วยลักษณะการดำเนินชีวิตของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ธุรกิจสมัยใหม่อย่าง Co-Working Space เป็นธุรกิจที่มาแรงและน่าจับตามอง Hubba จึงถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ เพียงแค่คุณปรับเปลี่ยนแนวคิด สร้างแรงจูงใจให้เกิดแนวคิดใหม่กล้าที่จะออกจาก Comfore Zone และเริ่มลงมือทำเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การพัฒนาต่อยอดในอนาคตธุรกิจของคุณก็ย่อมสามารถที่จะก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน

No more articles