fbpx
พนักงานโรงแรมผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ลุยเดี่ยว ดูแลแขกติดพายุเกือบ 100 คน
Rate this post

Homewood suits [ภาพจาก Google Street view]

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะพายุโซนร้อนอีเมลดา (Tropical Storm Imelda) เข้าถล่มรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จนเกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง  สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนจำนวนมาก

โบมอนต์ (Beaumont) เป็นอีกเมืองหนึ่งของรัฐเท็กซัสซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะ โรงแรม Homewood Suites ใจกลางเมือง ที่ทำเอาผู้มาพักกว่า 90 คน ต้องติดอยู่ในโรงแรมออกไปไหนไม่ได้เลย นานถึง 32 ชั่วโมง เพราะถนนถูกน้ำท่วมสูง ขณะพนักงานส่วนใหญ่ของโรงแรมแห่งนี้ก็ติดพายุ และน้ำท่วมอยู่ด้านนอก ไม่สามารถเข้ามาทำงานได้

นอกจากพนักงานคนเดียว คือ นายซาเชล สมิธ (Satchel Smith) หนุ่มน้อยวัย 21 ปีผู้กำลังปฏิบัติหน้าที่พนักงานรับโทรศัพท์ประจำเคาน์เตอร์

Satchel Smith [ภาพจาก 12newsnow.com]

เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยเช่นนี้ นายสมิธ บอกกับตัวเองว่าเขาต้องดูแลแขกทุกคนให้ดีที่สุด

ตลอดเวลา 32 ชั่วโมง นายสมิทวิ่งไปทั่วโรงแรม ทำงานทุกอย่างตั้งแต่รับโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามา ไปจนถึงตอบคำถามแขกผู้มาพัก ชงเครื่องดื่มร้อนๆ ให้แขก ทำอาหาร เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวัน มื้อค่ำ และมื้อเช้า ตลอดจนทำงานซ่อมบำรุงต่าง ๆ ราวกับเขาบริหารงานทั้งโรงแรมด้วยตัวคนเดียว

แขกส่วนหนึ่งจึงอาสาร่วมด้วยช่วยงานเขาด้วยอีกแรง เสมือนทุกคนที่นั่น ณ เวลานั้น เป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่อน้ำลดระดับลง และพนักงานคนอื่นๆ สามารถเข้ามาทำงานได้ นายสมิธก็เพียงขอโอกาสนอนพักผ่อนช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับไปทำงานต่อตามปกติ

เมื่อวิกฤตผ่านไป แขกคนหนึ่งซึ่งพักที่โรงแรมในวันนั้น ได้โพสต์เรื่องของนายสมิธลงบนโซเชียลมีเดีย และกล่าวยกย่องเขาเป็นฮีโร่ มียอดแชร์มากกว่า 13, 000 ครั้งพร้อมเสียงชื่นชมท่วมท้น

Satchel Smith [ภาพจาก 12newsnow.com]

ไม่นานมานี้เอง เมืองโบมอนต์จึงจัดงานยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่นายสมิธ และเซอร์ไพร์สเขาด้วยการมอบรถยนต์คันใหม่ให้ไปใช้แทนรถคันเก่าที่ถูกน้ำท่วมเสียหายระหว่างที่เขากำลังช่วยเหลือคนอื่นอยู่ในโรงแรม ซึ่งแน่นอนว่านายสมิธดีใจสุดๆ กับของขวัญชิ้นพิเศษนี้

ที่น่าประทับใจสำหรับผู้คนที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาก็คือ แม้จะได้รับคำชมมากมายเพียงใดสำหรับสิ่งที่เขาทำ นายสมิธก็บอกเพียงว่า “ผมแค่ทำหน้าที่ของผมเท่านั้นเอง”


แปล และเรียบเรียงจาก
goodnewsnetwork1
goodnewsnetwork2

 

No more articles