fbpx
“โควิดก็ต้องกลัว แต่หัวใจก็ต้องหา” เมื่อโควิดคือศัตรูของความรักที่ทำให้ความสัมพันธ์ต้องเหินห่าง
4.5 (90%) 6 votes

“คนเป็นแฟนกัน แต่ไม่เจอหน้ากันเลยเป็นเดือน ๆ ได้แค่คอลคุยกัน เห็นหน้ากันผ่านจอ มันจะไปรอดหรอวะ”

เพื่อนผมคนหนึ่งทักมาปรึกษาผมด้วยความกลัดกลุ้มกุมขมับผ่านตัวอักษร ที่สะท้อนผ่านหน้าจอโทรศัพท์ว่าจะเลิกกับแฟนดีไหม “คนเป็นแฟนกันก็อยากเจอกันบ้าง แต่ไม่ได้เจอเลย แบบนี้สู้เลิก ๆ กันไปเลยดีกว่า” เธอว่าแบบนั้น

ในขณะที่เพื่อนอีกคนหนึ่ง โทรมาระบายความในใจว่าได้เริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนๆ นึงผ่านตัวอักษรมาสักระยะแล้ว แต่ยากมากที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ต่อไปได้โดยไม่เคยเจอหน้ากัน และถึงอยากเจอก็เจอไม่ได้….

มีอยู่หลายคนที่ต้องเลิกกับแฟนในช่วงนี้ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเรื่องระหองระแหงกันอยู่แล้ว หรือดอกรักจะเบ่งบานรักกันปานจะกลืนกินขนาดไหน กระทั่งคนโสดที่จะหาแฟนก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน พาลให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิดมีผลกับการเกิดขึ้นของความรักและการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์บ้างรึเปล่า

วันนี้ passion gen ชวนตั้งคำถามและจะพาไปสำรวจว่าทำไมโควิดถึงมีผลกระทบต่อความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนได้ เพราะรักของเขาและเธอไม่มั่นคงหรือโควิดจะเป็นตัวการของเรื่องราวทั้งหมด

เราจะรักกันมากขึ้นรึเปล่า?

หากมองดูเผิน ๆ การต้องกักตัวอยู่บ้านน่าจะทำให้เรารักกันมากขึ้น เพราะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าเดิม แต่จากสถิติแล้วดูจะไม่ใช่เช่นนั้น

“300 คู่” คือ จำนวนตัวเลขของคู่รักในเมืองต้าโจว มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่ทำการนัดหมายกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอจดทะเบียนหย่า ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึงช่วงต้นเดือนมีนาคม หลู ฉือจุน หัวหน้าแผนกการจดทะเบียนสมรส กล่าวว่า อัตราการขอจดทะเบียนหย่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าการระบาดของไวรัส ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่คู่รักใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานมากเกินไปในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน จึงอาจจะมีปากเสียงกันจนนำไปสู่การหย่าร้าง เช่นเดียวกับที่เมืองซีอานและเซี่ยงไฮ้ มีผู้ขอยื่นจดทะเบียนหย่าสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

สำนักพิมพ์ Global Times ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของสำนักงานจดทะเบียนหย่าแห่งหนึ่ง ว่าตัวเลขของอัตราการขอนัดหมายเพื่อยื่นจดทะเบียนหย่าสูงขึ้นถึง 14 ครั้ง ภายในวันเดียว ซึ่งเกินกว่าที่ทางการกำหนด ขณะที่ในประเทศสหรัฐฯ ร้อยละ 12 ของชาวอเมริกันยอมรับว่าพวกเขามีปากเสียงกับคู่รักมากขึ้นในช่วงโควิด

นอกจากนี้สมาคมจิตแพทย์อเมริกา ได้เปิดเผยว่าจากการสำรวจ คู่รักชาวอเมริกันมีความสุขมากขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการ Lockdown แต่เมื่อผ่านไปเกิน 1 เดือน พวกเขารู้สึกเครียด กดดัน และคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไปไม่รอด

จะเห็นได้ว่าภายใต้การ Lockdown และรักษาระยะห่างระหว่างกันในประเทศต่าง ๆ  ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคู่รักที่แต่งงานกันแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เราเคยคิดกันว่าเมื่อคู่รักมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ก็น่าจะรักกันมากขึ้นสิ แต่ตัวเลขก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้าม

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่มีต่อความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานอย่างชัดเจน แล้วสำหรับคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานกันล่ะ? เราคงไม่สามารถหาตัวเลขอย่างเป็นทางการมายืนยันได้หรอกครับว่าเลิกกันไปกี่คู่ เตียงหักกันไปกี่คน แต่ก็คงเป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนโควิด ซึ่งน่าจะพอมานั่งวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรกันนะ ที่ทำให้คู่รักต้องจบความสัมพันธ์ลงแบบนี้

เพราะอยู่ด้วยกันนานเกินไป?

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับมนุษยชาติ ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากโควิดกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และแน่นอนว่าคู่รักก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทุกคนกำลังเครียด กดดัน และรอคอยอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุดว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ ในสภาวะเครียดและวิตกอย่างเรื้อรังแบบนี้ย่อมส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ สุขภาพเริ่มแย่ลง การนอนหลับเริ่มผิดปกติ หงุดหงิดและโมโหง่ายขึ้น

อารมณ์ที่แปรวปรวนขึ้นเรื่อย ๆ จากความเครียด แถมยังไม่สามารถที่จะไปทำกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่เคย ออกไปข้างนอกบ้านก็ไม่ได้ ไปช็อปปิ้ง พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ไม่ได้ ไปออกกำลังกายรับลมกลางแจ้งก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ทำให้คู่รักหลาย ๆ คู่ รู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ด้วยกันที่บ้าน จนเริ่มที่จะมีปากเสียงกันในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนลามไปถึงเรื่องใหญ่ ๆ ในที่สุด (จะหนีไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกก่อนก็ไม่ได้อีกนะ)


บทความที่น่าสนใจ


เพราะเราเจอกันไม่ได้?

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า “แล้วคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันกับแฟนล่ะ?”

สำหรับคู่รักที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นอนบ้านเดียว ลงหลักปักฐานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แน่นอนว่าการ Lockdown ที่เราต้องกักตัวอยู่บ้าน ต้องรักษาระยะห่าง ออกมาเจอกันไม่ได้เพราะไม่มีที่ไหนที่เปิดให้เรามาเจอกันได้เลย ต้องพบกับความสัมพันธ์ทางไกลฉบับย่อ เพราะโควิดทำให้เราออกมาเจอหน้ากันไม่ได้

แม้ว่าปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทันสมัยที่ทำให้เราสามารถวิดีโอคอลคุยกันได้แบบเห็นหน้า แต่การเห็นหน้าคนที่เรารักผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม ก็ไม่ได้ทำให้หายคิดถึงกันสักเท่าไหร่ จับมือกันไม่ได้ สูดกลิ่นกายของเขาหรือเธอก็ไม่ได้ จะโอบกอดกันผ่านวิดีโอคอลได้ยังไง มองตากันผ่านกล้องก็ไม่เหมือนได้มองตากันจริง ๆ

การที่ไม่ได้เจอกันเลยนานเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์กลายเป็นเดือน เป็น 2 เดือน ย่อมส่งผลอะไรบางอย่างกับความสัมพันธ์อยู่ไม่น้อย หลายคู่อาจจะรู้สึกว่าก็ดี ห่างกันให้คิดถึงกันบ้าง ให้เวลาและระยะทางเป็นบททดสอบของความสัมพันธ์ที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่สำหรับอีกหลายคู่ที่เวลาและระยะทางกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความรักต้องสั่นคลอนและเป็นจุดสิ้นสุดของทางเดินแห่งความสัมพันธ์ เหมือนกับที่เพื่อนของผมทักมาปรึกษานั่นแหละ

อย่างที่บอกไปแล้วว่าความเครียดก็มีผลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน การโดดเดี่ยวตัวเอง การเว้นระยะห่างทางสังคม และความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับชีวิตคู่ เร่งรัดให้ความสัมพันธ์ต้องยุติลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

รักจะเกิดขึ้นมันต้องมองตา ไม่ใช่มองจอ

ไม่ใช่เฉพาะแค่คู่รักเท่านั้น ที่สถานการณ์นี้เป็นเรื่องท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ไปตลอดรอดฝั่ง แต่กับคนโสดที่หวังจะปลูกต้นรักกับใครสักคนก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากอยู่เหมือนกัน เมื่อการ Lockdown ทำให้คนโสดไม่มีโอกาสที่จะไปพบปะผู้คน ไปเจอสังคมและคนใหม่ ๆ โอกาสที่จะได้เริ่มต้นความสัมพันธ์กับชายหนุ่มหรือหญิงสาวดูเหมือนจะเป็นแสงเทียนที่ริบหรี่

ในสถานการณ์ปกติ การเริ่มต้นความสัมพันธ์ในสังคมไทยก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว เพราะประเทศไทยไม่ค่อยจะมีพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ให้เราได้เริ่มต้นความสัมพันธ์หรือออกเดทกันสักเท่าไหร่ การเดทในแต่ละครั้งเราถูกบังคับให้ต้องไปเดทกันในห้างสรรพสินค้า ในโรงภาพยนตร์ เราจะไม่เห็นภาพของการเดทที่สวนสาธารณะ เดินจีบกันตามทางเท้า หรือนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำ เหมือนหนังฮอลลีวู๊ดในไทยกันหรอก และนั่นทำให้การเริ่มต้นความสัมพันธ์ภายใต้สถานการณ์ที่ห้างจำเป็นต้องปิดตัวชั่วคราว เป็นไปได้ยากยิ่งกว่าเก่า เพราะสถานที่ที่เราจะได้มาเจอกัน มาเดทกัน ได้อันตรธานหายไปแล้ว แล้วเราจะไปจีบกันได้ที่ไหนล่ะ?

มีเสียงตะโกนแทรกขึ้นมาครับ ว่าเราโทรจีบ แชทจีบกันก็ได้นี่ โปรแกรมหาคู่ต่าง ๆ ก็มีเยอะแยะ เดี๋ยวนี้มีวิดีโอคอลเห็นหน้ากันอีกต่างหาก โถ่ คุณครับ จริงอยู่ที่เรามีพื้นที่ในโลกเสมือนที่ย่นย่อพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริง ให้เราได้ทำความรู้จักกันง่ายขึ้น แต่การจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้เติบโตต่อไปได้ เราจำเป็นที่จะต้องเจอหน้ากันแบบตัวเป็น ๆ ไม่ใช่ในโลกเสมือน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้กินข้าวกัน ออกเดท และเรียนรู้กันเหมือนที่ ‘เพลงโอมจงเงย’ ว่าไว้นั่นแหละ “รักจะเกิดขึ้นมันต้องตา ไม่ใช่มองจอ”

ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ

โควิดไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้อง แต่กระเทือนไปถึงหัวใจของหนุ่มสาว และกระทั่งไปถึงคู่แต่งงานฉันท์สามีภรรยา มันทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนระหองระแหงขึ้นได้เมื่อต้องอยู่ด้วยกันนานเกินไป มันทำให้ความรักของใครหลายคนต้องเหินห่างเมื่อทั้งคู่ไม่สามารถอยู่ใกล้กันได้ในช่วงเวลาวิกฤต และมันทำให้กามเทพมิอาจแผลงศรใส่หัวใจของผู้ที่ปรารถนาจะลิ้มรสชาติแห่งความรัก

เช่นนั้นเราอาจจะพูดได้ว่าโควิดเป็นศัตรูของมนุษยชาติได้อย่างเต็มปาก เมื่อมันสามารถทำลายไปถึงหัวใจที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ในช่วงเวลาที่ไม่ปกติแบบนี้การเป็นมนุษย์ผู้อกหักดูเป็นเรื่องที่ยากเกินไปที่จะรับมือ

แหม่ๆ แต่โลกก็ไม่ได้มืดมนขนาดนั้นหรอกครับ มองในแง่บวก สถานการณ์แบบนี้ก็เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์รักของคนสองคนนั่นแหละ แม้มันอาจจะยากสักหน่อยสำหรับบางคน แต่ผมเชื่อว่าถ้าหากสามารถผ่านช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ไปได้ ความรักของคุณทั้งคู่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

คุณอาจจะรักและเข้าใจกันมากขึ้นก็ได้ พยายามปลอบประโลมตัวเองในทุก ๆ วัน เผื่อแผ่ความเอื้ออาทรให้กับทุกคน หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ คิดและมีสติให้มากขึ้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไรที่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณ อดทนแล้วพวกเราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

“ฟ้าหลังฝนมันสวยงามเสมอแหละ” เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

 

อ้างอิง

https://workpointnews.com/2020/03/19/covid19-china-divorce 

https://www.bangkokhospital.com/th/disease-treatment/during-covid-19-do-not-let-love-decrease

 

No more articles