Double A เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจระยะยาว เพิ่มศักยภาพของความเป็นธุรกิจที่ครบวงจร อาศัยแบรนด์และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ขยายธุรกิจเข้าสู่ ผลิตภัณฑ์กระดาษบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์สำนักงาน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย Double A Care ก้าวสู่ New S-Curve รักษาเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ต่อปี ผู้บริหารมั่นใจธุรกิจใหม่เริ่มสร้างรายได้ในปี 2564

 

นับวันเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จากการขยายตัวของธุรกิจ Online ทำให้ผู้บริหารเห็นโอกาสในการเติบโตของกระดาษบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย เช่น หน้ากากอนามัยคุณภาพสูง เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ ซึ่งจะเข้ามาเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในสำนักงานและชีวิตประจำวันมากขึ้น ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว ในขณะที่ธุรกิจกระดาษสำนักงานของดั๊บเบิ้ล เอ ก็ยังคงมีความแข็งแกร่งและมีตลาดในทุกภูมิภาคทั่วโลกกว่า 130 ประเทศ

 

“ดั๊บเบิ้ล เอ เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว จึงวางยุทธศาสตร์ในการ Transform องค์กร สร้าง New S-Curve ขึ้นมารองรับ”

 

ดั๊บเบิ้ล เอ เริ่มรุกตลาดผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สำนักงาน เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาภายใต้แบรนด์ “Double A” ที่มีความแข็งแกร่งสะท้อนภาพลักษณ์และคุณภาพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และในช่วงต้นปีที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ดั๊บเบิ้ล เอ จึงเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยภายใต้แบรนด์ “Double A Care”  โดยอาศัยศักยภาพในการผลิต แบรนด์ และช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีอยู่

ขณะเดียวกัน ดั๊บเบิ้ล เอ ก็รุกสู่ธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ โดยจับมือกับพันธมิตรในประเทศจีน โดยอาศัยซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 9 เดือน และกำลังขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีกในปี 2564

 

“กระดาษบรรจุภัณฑ์ จะเป็น New S-Curve ที่แข็งแกร่งของ ดั๊บเบิ้ล เอ รายได้ส่วนหนึ่ง จะมาจากธุรกิจนี้ ขณะที่ธุรกิจอุปกรณ์สำนักงานและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ภายใต้แบรนด์ “Double A Care” จะเป็นธุรกิจเสริมในการสร้างผลกำไร

นอกจากนี้ ดั๊บเบิ้ล เอ ยังได้ปรับปรุงการบริหารจัดการภายใน อาทิ งานบัญชี การเงิน และฝ่ายปฏิบัติการให้ทันสมัย ใช้คนน้อยลง และที่สำคัญคือการปรับองค์กรให้พนักงานเข้ามาอยู่ในรูปแบบของ Digital Manpower ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถสลับพนักงานไปทำงานในส่วนงานที่มีคุณค่ามากขึ้นได้ทำให้ลดต้นทุนการทำงานในโรงงานลงได้ 100-200 ล้านบาทต่อปี

No more articles