หลังจากที่พยายามอย่างหนัก ในการสกัดการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย หรือจากที่อื่น ๆ

ทั้งนี้เพราะปริมาณขยะจำนวนมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทย จนถูกขนานนามว่า “ถังขยะโลก”

โดยจากตัวเลขในปี 2561 มีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า จาก 69,500 ตัน ในปีก่อนที่จีนจะห้ามนำเข้าขยะ เป็นกว่า 552,912 ตัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นยังกระทบต่อปากท้องของผู้คนที่ทำรายได้จากขยะ เพราะ “ขยะนำเข้า” ทำให้ราคาขยะที่รีไซเคิลได้อย่างเช่นพลาสติกและกระดาษในประเทศต่ำลงอย่างมาก

และในที่สุดประเทศไทยก็ประกาศความสำเร็จ เอาชนะเรื่องดังกล่าวได้ ต่อไปนี้ จไม่มีการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกต่อไป   

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการร้องเรียนของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ได้พยายามเรียกร้องให้หยุดนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ติดต่อกันนานหลายปี

แต่ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังไม่พอใจ เพราะต้องการขยายผลเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ทำตามด้วย หากสามารถทำได้ก็น่าจะเป็นผลดีต่อระบบนิเวศของโลก

นายอัครพงศ์ ทีปไทสงค์ จากมูลนิธิ บูรณะนิเวศ กล่าวว่า

“พอใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ และดีใจที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในประเทศไทย แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่ทำเรื่องนี้”

ก่อนหน้านี้ ประเทศจีนก็ห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ จากต่างประเทศเช่นเดียวกัน ทำให้กิจการเกี่ยวกับขยะเคลื่อนย้ายไปอยู่ในประเทศอื่น ๆ แทน ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ รวมถึงฮ่องกงด้วย

ทางด้าน The Basel Action Network (BAN) ซึ่งเป็นเอ็นจีโอได้รณรงค์เรื่องนี้ไปทั่วโลกมายาวนาน ด้วยการแทรกซึมติดตามการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย จนสามารถเก็บข้อมูลได้มากพอ ก่อนที่ดำเนินการเรียกร้องเรื่องนี้อย่างจริงจัง


No more articles